[TB fanfic]New Year Memory

posted on 12 Jun 2006 03:39 by lionreiko  in TrinityBlood

กรี๊ดดดดดด แต่งออกมาเสร็จสมบูรณ์แล้วฮ่า แฟนฟิคทริบลัดเรื่องแรกของเราXD (และเป็นฟิคเรื่องแรกในชีวิตด้วย)
ไม่เรทเลยนะคะ แต่แอบจิ้นได้(อะมั้ง) โฮะๆๆ
นี่ก็เอามาแปะลงบลอคตัวเองต่อจากบอร์ด
เกิดลูกบ้าขึ้นมาหลังจากเริ่มติดใจพี่ไคน์ในอดีตน่ะค่ะ(เราเรียกไคน์ในอดีตว่า"พี่ไคน์" ส่วนปัจจุบันก็"บัก/อีตาไคน์" 5555+ ก็เค้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้วนี่ เสียดายยยยTT TT)
เอาละ พูดพล่ามไม่เป็นเพลงมายาวพอละ เชิญอ่านได้เรยค่า~ m>w<m





New Year Memory
by: Reiko-Lion
 

paring: แล้วแต่จะคิด? (อ่านไปก็ดูออกแหละว่าคนแต่งมันเชียร์ใครXD)



ค่ำคืนนี้เป็นวันพิเศษ ห้องโถงใหญ่ของวาติกันมีการจัดงานเลี้ยงเอิกเกริก มีผู้คนมากมายมาร่วมงาน ทั้งคนใหญ่คนโตจากต่างประเทศ และบรรดาเหล่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในนครอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย
คนส่วนใหญ่ต่างก็ตั้งใจว่าจะอยู่สังสรรค์กันถึงรุ่งเช้า เนื่องในโอกาสอันแสนน่ายินดีที่หนึ่งปีจะมีครั้งหนึ่ง

วันขึ้นปีใหม่นั่นเอง

แต่ที่โต๊ะพิเศษของหน่วยAxที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของดัชเชสคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง บาทหลวงผู้ได้ชื่อว่าทานจุที่สุดในหน่วย หลังจากได้กินอาหารทุกอย่างให้คุ้มกับโอกาสทอง จนตักอะไรเข้าปากอีกไม่ได้แล้วแม้แต่คำเดียว จึงคิดว่าสมควรแก่เวลาที่ต้องไปพักผ่อนเสียที
เมื่อเอ่ยลาเพื่อนร่วมงานทุกคนแล้ว ร่างสูงของเขาก็เดินจากโต๊ะมาเรื่อยๆและออกจากประตูใหญ่ที่เปิดโล่งไป

เขาปลีกตัวออกมาจากห้องโถงอันแสนอึกทึกได้ในที่สุด แล้วจึงค่อยๆเดินชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของวาติกันไปเรื่อย จากนั้นก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังระเบียงกว้างแห่งหนึ่ง
มันเป็นที่เปิดโล่งซึ่งยื่นออกไปจากตัวอาคารมาก และสามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบข้างได้ทั่ว โดยเฉพาะผืนแผ่นฟ้ายามตีสามกว่าๆซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาวพราวระยับมากมาย

บาทหลวงหนุ่มเงยใบหน้าที่ปรกด้วยผมแสกกลางสีเงินไปบนฟากฟ้าอันแสนงดงาม
ดวงตาที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงทะเลสาบยามฤดูหนาวคู่นั้น ลากผ่านเลยดวงจันทร์ของแวมไพร์ที่อยู่คู่กับดวงจันทร์ดวงดั้งเดิมไป สอดส่ายหาตำแหน่งของดาวดวงหนึ่ง
จากบนพื้นโลกนี้มองเห็นมันได้ว่าเป็นเพียงจุดเล็กๆสีแดงที่อยู่ท่ามกลางดาวดวงอื่นๆนับแสนล้านดวง
แต่รูปร่าง บรรยากาศ และทิวทัศน์ที่แท้จริงบนดาวนั้น คนยุคปัจจุบันนี้คงไม่เคยได้เห็นกันทุกคนแล้ว
แต่เขาเป็นคนหนึ่งที่ยังคงคุ้นเคยและจำมันได้ดี ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีแล้วก็ตาม
รวมทั้งความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นด้วย.....

--------------------

ภายในส่วนหอพักของสถานีบนดวงดาวสีแดงที่เวิ้งว้าง มีห้องหนึ่งที่ภายในมืดสนิทตามความต้องการของเจ้าของห้องผู้ยังไม่อยากจะตื่น
ร่างของเด็กหนุ่มอายุราวๆ17นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงซึ่งทำไว้เป็นพิเศษ เนื่องด้วยความสูงของผู้ใช้นั้นมากกว่าเด็กรุ่นเดียวกันทั่วๆไป
หรืออย่างน้อย ก็มากกว่าเหล่าพี่น้องของเขาอีก2คน
ผมสีเงินที่สั้นและยุ่งเหยิงบางปอยตกลงมาบังเปลือกตาของเขาที่กำลังปิด
ดวงตาที่ยังหลับอยู่คู่นั้น หากลืมขึ้นมาแล้วมักทำให้ผู้ที่พบเห็นส่วนใหญ่ตะลึงกับความงามของสีน้ำเงินอันลึกล้ำ
ทว่าน่าเสียดายที่มันจะฉายแววตาอันเย็นชาออกมาเสมอๆตามนิสัยของเจ้าของร่าง
......ผิดกับเจ้าของดวงตาสีเดียวกันนี้อีกคนหนึ่ง ที่กำลังเดินตรงเข้ามาที่ประตูห้อง

"ฮะฮะ...ยังไม่ตื่นจริงๆด้วยสินะ"
เด็กหนุ่มผมสีทองผู้มายืนอยู่หน้าห้องพูดเบาๆกับตัวเอง พร้อมกลั้วเสียงหัวเราะผสมรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว แล้วจึงลองกดสวิทช์ที่ข้างประตูดู
ประตูทั้ง2ข้างเลื่อนออกจากกันอย่างง่ายดายทันที

"ไม่ได้ล็อกอยู่ตามที่'เธอ'บอกอีกจริงๆนั่นแหละ" รำพันขึ้นเบาๆแล้วจึงก้าวขาเข้าไปข้างในอย่างเงียบเชียบ

เขาค่อยย่องเข้าไปดูร่างของคนที่กำลังนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นบนที่นอน แล้วก็เกือบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

"หน้านายตอนที่หลับนี่น่ารักแฮะ... ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวกับที่ชอบก่อเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อนคนนั้นเลย"
เขาคิดพลางมองใบหน้าที่เหมือนกับเขาแทบทุกกระเบียดนิ้วนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
แต่จะมัวมามองอยู่อย่างนี้นานๆก็ไม่ได้ เพราะนี่ใกล้จะถึงเวลานั้นเต็มทีแล้ว......
เด็กหนุ่มผมทองจึงย่องเดินไปที่สวิทช์ไฟกลางห้อง แล้วกดมันโดยเร็ว
เมื่อไฟสว่างพรึ่บขึ้น ร่างที่มัวหลับอยู่นั้นก็รู้สึกตัวตื่นทันที

"เฮ้ย!! อะไรเนี่ย! ใครน่ะ?!"
ผู้ที่โดนปลุกลุกพรวดขึ้นนั่งบนที่นอนอย่างตกใจ ดวงตาซึ่งยังไม่คุ้นกับแสงที่สว่างขึ้นกระทันหันนั้นพยายามลืมขึ้นได้เพียงเล็กน้อย และมองหาคนที่เข้ามาแกล้งตนอย่างแสนลำบาก

"ฮ่าฮ่าฮ่า อรุณสวัสดิ์เจ้าเด็กขี้เซา! ตื่นได้แล้วๆ!!" ผู้ที่มาบุกรุกห้องของน้องชายอย่างกระทันหันหัวเราะร่าพลางพูดตอบ

"หา.........นายหรอกเรอะไคน์? มันยังไม่ถึงเวลาตื่นของฉันซะหน่อยนี่......" เด็กหนุ่มผมเงินทำหน้าอันสุดสลึมสลือที่ปนด้วยความหงุดหงิดใส่คนเป็นพี่

"ตื่นขึ้นมาเหอะน่า วันนี้เป็นวันพิเศษนา ฉันถึงได้อุตส่าห์ถ่อมาปลุกไง"

"วันอะไร?..... แล้วนายก็ไม่เห็นจะต้องเข้ามาถึงในห้องเลยนี่..... คนกำลังหลับสบายๆทำเอาตกใจหมด....."

"ถ้าแค่ส่งเสียงปลุกผ่านอินเตอร์คอมหน้าห้องน่ะนายไม่มีทางตื่นแน่ ฉันรู้น่ะ ....เอ้า งั้นก็รีบลุกมาได้แล้วอาเบล ฉันมีอะไรอยากให้นายดูแหน่ะ"
พี่ชายที่แก่กว่าไม่ถึงปีขว้าแขนของน้องหมับ แล้วออกแรงลากตัวคนตื่นยากให้ออกมาจากห้องซะที

"เฮ้ย! อะไรเล่า จะพาไปไหนน่ะ!?"

"เหอะน่า มาเร็วเข้า! ตะกี๊ที่มัวแต่ต่อปากต่อคำกับนายก็เสียเวลาไปเยอะแล้ว เดี๋ยวก็ไม่ทันกันพอดี"

"หา? เฮ้ยยยย อะไรฟะ!!??" คนน้องผู้โดนลากตามออกไปโวยวายด้วยสีหน้าที่ทั้งตกใจและงุนงงสุดขีด

เด็กหนุ่มผมทองผู้ที่ถึงจะเตี้ยกว่าเล็กน้อยแต่ก็แรงดีกว่า ลากน้องชายที่ยังโหวกเหวกและขัดขืนให้มาด้วยกันตามทางเดิน
เสียงที่ดังและภาพอันน่าแปลกใจนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาของทั้งคู่ซึ่งเดินสวนกันต้องเอ่ยปากทัก

"อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ครับพันเอก แล้วนั่น....เอ่อ....จะลากพันโทไปไหนเหรอครับนี่?"

"อ้าว อรุณสวัสดิ์ผู้หมวด ฮะๆๆ นิดหน่อยน่ะ แต่ฉันต้องรีบไปแล้ว ไว้เจอกันหลังวันหยุดหมดนะ!"

พันเอกหนุ่มน้อยกล่าวทักตอบไปด้วยรอยยิ้มร่าเริง แต่ก็โบกมือลาแล้วรับเดินจ้ำพรวดต่อไป พร้อมกับเสียงโวยวายของพันโทซึ่งตอนนี้ถูกลากไปอย่างหมดท่า

"อ่า ครับๆ...." ผู้เป็นลูกน้องตอบรับอย่างงงๆ แต่ก็อดขำไม่ได้ เพราะภาพของ2พี่น้องที่แปลกเช่นนี้นั้นหาดูไม่ได้ง่ายๆเลย พวกเขาจะไปไหนกันแต่เช้าแบบนี้นะ?

หลังจากเดินต่อมาได้สักพัก ผู้ที่โดนลากมาก็โวยวายขึ้นอีกครั้ง

"โอ๊ยยยย จะถึงรึยังน่ะห๊า!? ฉันยอมเดินตามดีๆแล้วก็ได้ ปล่อยแขนซะทีเซ่!!"

"ขืนปล่อยนายก็ได้หนีแจ้นกลับไปนอนต่อน่ะสิ เอาน่า...เลี้ยวตรงมุมนี้ก็ถึงแล้ว"

"ตรงมุมนี้น่ะเหรอ? ถ้าเลี้ยวไปมันก็......"
พี่ชายผมทองที่เดินนำหน้าพาน้องเลี้ยวตามมา และแล้วพวกเขาก็ถึงจุดหมาย.....

ที่นี่คือหน้าต่างบานที่ใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันออกของศูนย์บังคับบัญชาการแห่งนี้นั่นเอง
แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครมาเปิดมัน จึงยังไม่สามารถมองมะลุผ่านไปยังทัวทัศน์ข้างนอกได้

เมื่ออาเบลเห็นคนอีก2คนที่มายืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้วก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งหนึ่ง

"เย้~ พี่อาเบลมาแล้ววววว"เด็กผู้หญิงตัวน้อยที่ร้องทักต้อนรับก่อน วิ่งเข้ามากอดแขนพี่ชายคนรอง ราวกับจะรับช่วงต่อจากพี่ชายคนโต

"เซธ.....แล้วก็......ลิลิธ?" อาเบลเงยหน้าจากน้องสาวคนเล็กขึ้นไปมองสาวน้อยผิวคล้ำผู้มีผมยาวสีแดงซึ่งมารออยู่ด้วยอีกคน อย่างงุนงง

ลิลิธเอามือปิดปากที่ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก "ฮะๆๆ แหม มาจนได้นะอาเบล สมกับเป็นไคน์จริงๆที่ปลุกคนขี้เซาที่สุดบนดาวอังคารได้สำเร็จเนี่ย ชั้นขอยอมแพ้เลย... อีกหน่อยคงส่งมอบหน้าที่ให้เธอทำต่อได้นะเนี่ยไคน์?"

"แหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ให้ปลุกเจ้านี่แค่เป็นครั้งคราวละก็พอได้ แต่ถ้าให้ทำทุกวันแทนเธอละก็เห็นจะไม่ไหวแหงๆ"
พี่ชายคนโตในหมู่3พี่น้องยักไหล่ตอบด้วยรอยยิ้มที่ขบขันพอกัน

"พี่ไคน์สุดยอด พี่ไคน์สุดยอด!" เซธหันไปพูดชมพี่อีกคนด้วยยิ้มกว้างบนใบหน้าเล็กๆนั้น

อาเบลที่ชักจะเขินเนื่องจากตกเป็นเป้าการพูดเสียดสีมาตั้งแต่เมื่อกี๊นี้ จึงเอ่ยโต้ตอบขึ้นมาบ้าง
"โถ่ อะไรกันเล่า! แล้วนี่.....ลากฉันมาแต่เช้าขนาดนี้ทำไมกันน่ะ ของที่ว่าอยากให้ดูมันอะไรเรอะ?"

"อ้อ ใช่ๆ ได้เวลารึยังลิลิธ?"ไคน์หันไปถามสาวน้อยผมแดงที่ยืนอยู่ติดกับกระจกหน้าต่างหนาที่ปิดอยู่

เธอก้มลงมองแถบนาฬิกาที่ติดอยู่บนแขนเสื้อก่อนจะเอ่ยตอบ"อื้ม ตรงเวลาเป๊ะ... เปิดหน้าต่างเลยจ๊ะเซธ"

"จ้า~~~"น้องสาวคนเล็กสุดรับคำ ปล่อยแขนอาเบลแล้ววิ่งไปกดปุ่มที่อยู่ตรงฝั่งตรงข้าม

ชัตเตอร์ของบานหน้าต่างยักษ์ค่อยๆเปิดออกเรื่อยๆ ไคน์เข้าไปขว้าแขนน้องชายมาอีกครั้ง

"นี่แหละๆ มาดูเร็วอาเบล" แล้วก็จูงเขาค่อยๆมาที่หน้าต่าง ผิดจากตอนที่ลากถู่ลู่ถูกังพามา

"อะไรเหรอ?"น้องชายจ้องมองหน้าพี่ด้วยความฉงน ก่อนที่หันไปมองหน้าต่างที่เปิดออกเต็มที่แล้ว

"รออีกสัก10วินาทีนะ..." สาวน้อยผมแดงยกแขนขึ้นมาดูนาฬิกาเป็นการเตรียมไว้

"ว๊าย ตื่นเต้นๆ" เซธผู้ที่ต้องเขย่งตัวขึ้นไปพยายามเกาะขอบหน้าต่างไว้ด้วยมือทั้ง2ข้าง

พี่ชายคนโตเห็นดังนั้นก็เดินเข้ามาหา "งั้นเดี๋ยวพี่อุ้มนะ"

พูดจบก็ยกน้องสาวตัวเล็กขึ้นมาราวระดับอกของตนอย่างง่ายดาย จากนั้นจึงใช้แขนข้างซ้ายเป็นที่รองนั่งให้เธอ
"เย้~ ขอบคุณพี่ไคน์" แล้วเซธก็เอาฝ่ามือเล็กๆทั้ง2ข้างนั้นแปะทาบไปที่กระจกหน้าต่างอย่างรอคอย

อาเบลที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงได้แต่ขยี้ตาไล่ความง่วง และมองตรงออกไปยังวิวภายนอกดาวอังคารที่ยังคงมืดสลัวอย่างเงียบๆ แล้วมันคืออะไรกันเล่า?

สักอึดใจต่อมา ภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้ง4คนก็เริ่มสว่างขึ้น สว่างขึ้น
และแล้วก็มีเทหวัตถุที่ส่องแสงเจิดจ้าค่อยๆโผล่ขึ้นมาพ้นเส้นขอบฟ้า

"ว้าวววว~~~" เด็กหญิงตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนพี่ชายร้องขึ้นก่อนด้วยความดีใจ พร้อมกับตบมือคู่น้อยนั้นแปะๆๆ

"ดวงอาทิตย์แรกของปีไงล่ะอาเบล" ในที่สุดลิลิธก็เฉลย และหันมาหาทั้ง3คนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน"สวัสดีปีใหม่นะทุกคน"

"สวัสดีปีใหม่ค่า~!!!" "สวัสดีปีใหม่" เซธและไคน์พูดตอบพร้อมๆกัน แต่เสียงของเขาดังสู้น้องสาวที่เปล่งเสียงออกมาอย่างสดใสยินดียิ่งกว่าไม่ได้

พี่คนรองผมเงินยังคงตะลึงกับภาพอันแสนสวยข้างนอกหน้าต่างนั่น "ปีใหม่......งั้นเหรอ"

จนพี่คนโตต้องพูดขึ้นมา "อ้าว นี่นายจำไม่ได้หรอกเรอะ? งานเลี้ยงของศูนย์เมื่อคืนนายก็มาร่วมด้วยนี่นา"

ลิลิธเล่าต่อ "แต่เธอน่ะเผลอไปหยิบแก้วคอกเทลของพวกผู้ใหญ่มาดื่ม เลยเมาจนอยู่ต่อไม่ไหว ชั้นเลยต้องหิ้วปีกพาไปส่งนอนที่ห้องน่ะ"

เซธพูดเสริมบ้าง"พี่อาเบลเมาแล้วไม่ได้เรื่องเลย ฮะๆๆ!" พลางชี้นิ้วน้อยๆแซวพี่ชายของตน

"หา เป็นงั้นหรอกเรอะ.... ถึงว่าฉันจำอะไรไม่ได้เลย...." อาเบลเกาผมสีเงินแกรกๆด้วยความงงกับตัวเองแทน ทำให้ทั้ง3คนที่เหลือหัวเราะกันครืน

"ถะ...โถ่ ไม่เห็นจะน่าหัวเราะเลยนี่! ก็ฉันแค่ไม่ถูกกับแอลกอฮอลล์..นิดหน่อย..เท่านั้นเอง....." ผู้ที่ถูกหัวเราะโวยวายใส่พวกเดียวกันด้วยสีหน้าที่ทั้งอายและโมโหนิดๆ แต่ก็ลดเสียงอ่อยๆลงในประโยคท้าย

"อย่างนั้นไม่เรียกว่าหน่อยแล้วมั้งฮึ? เดินแทบจะไม่เป็นคนแถมยังจะสลบเหมือดคาโต๊ะอยู่แล้วนั้นน่ะ" ไคน์ยื่นมือที่เหลืออีกข้างมาขยี้หัวน้องชายที่สูงกว่าอย่างขำๆ จนเจ้าของหัวที่กระเซอะกระเซิงยิ่งขึ้นนั้นต้องรีบปัดมือขี้แกล้งของพี่ออกไป

เมื่อเสียงหัวเราะของทั้ง3พอจะเงียบลงไปบ้างแล้ว ไคน์จึงพูดต่อว่า

"เมื่อ2-3วันก่อนนี้ ลิลิธเล่าให้ฉันฟังว่า วันปีใหม่ทุกครั้งเค้าจะมามาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่เสมอๆ เพราะเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่สุด ก็เลยจะเห็นได้ชัดและเต็มตากว่าที่อื่นๆล่ะนะ"
พลางหันหน้าไปมองทัวทัศน์อันงดงามนั้นต่อ

"ที่จริงชั้นอยากให้พวกเรามาดูด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตามาตั้งนานแล้ว แต่ก็เคยพามาได้แค่เซธเนี่ยแหละ" ลิลิธยื่นมือไปลูบหัวสาวน้อยผมดำที่ตอนนี้อยู่สูงกว่าเธอนิดหน่อย

"หนูตื่นขึ้นมาดูกับลิลิธทุกปีเลยล่ะ!" น้องคนเล็กหันมาชูนิ้วที่ทำเป็นตัวVใส่อาเบล

"ส่วนไคน์น่ะก็มัวยุ่งอยู่กับงาน ชั้นก็ลืมชวนทุกที จนมาปีนี้เพิ่งได้บอกเนี่ยล่ะ" เธอส่งรอยยิ้มขันให้กับหนุ่มน้อยผมทอง

"ฮะๆๆ ขอโทษละกันคร้าบที่ผมขยันเกินไปหน่อย" ไคน์หัวเราะตอบ ยกมือขึ้นมาเล่นผมแสกข้างของตน แล้วพูดต่อ

"เราก็คิดแผนการกันอยู่ว่าจะพาตัวนายมาดูด้วยได้ยังไงดี เพราะปกติก็ตื่นสายซะ แถมยังล็อกห้องไว้ด้วย พอหลังงานฉลองเมื่อคืนนี่แหละที่ได้โอกาส ตอนที่ลิลิธไปส่งนายก็เลยไม่ได้ล็อกประตู แล้วตอนเช้าฉันก็ได้เข้าไปลากนายออกมาได้สำเร็จนี่ล่ะ"

"อ๋อ... อย่างนั้นนี่เอง" อาเบลพูดตอบเพียงสั้นๆ สีหน้าที่ปราศจากความสงสัยนั้นก็กลับกลายเป็นเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเคย
แล้วจึงหันกลับไปชมพระอาทิตย์ที่เริ่มขึ้นสูงเรื่อยๆจากพื้นดินสีแดงอันกว้างขวาง

สาวน้อยชาวอินเดียหันมามองหน้าอาเบลอีก แล้วถามเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน"เป็นไง ได้ตื่นมาดูของสวยงามแบบนี้ดีใช่มั้ยล่ะ?"

"อืม....ก็สวยจริงๆ..ล่ะนะ" เขาตอบทั้งๆที่ยังไม่ได้ละสายตาไปจากหน้าต่าง

หนุ่มน้อยผมแสกกลางจำได้ว่า เขาเคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อยังอยู่บนโลกก็จริง แต่แบบที่สวยแปลกตาอย่างนี้ ตั้งแต่ได้มาอยู่บนดาวอังคารก็เพิ่งได้เคยเห็นเป็นครั้งแรก

"นี่อาเบล..." ไคน์เอ่ยเรียกผู้เป็นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ
"การที่ได้มาเห็นสิ่งที่สวยงามอย่างนี้ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตล่ะนะ..." เขาจ้องหน้าคุยกับอาเบลด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

"ความสุขของชีวิตที่ยิ่งใหญ่และสวยงามยิ่งกว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะแยะ หลายสิ่งนายก็สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเองนะ"

น้องชายจ้องพี่ผู้มีผมสีทองด้วยสีหน้าที่ราวกับจะถามว่า"ยังไงล่ะ?"เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด

แต่ถึงอย่างนั้นไคน์ก็เข้าใจ อาจเพราะพวกเขามีรหัสพันธุกรรมเดียวกัน จนแทบเรียกได้ว่าเป็นฝาแฝดกันก็คงได้กระมัง
คนที่เป็นพี่ชายจึงค่อนข้างสามารถเข้าใจความรู้สึกของน้องคนนี้ได้บ่อยครั้ง

เขาก็ตอบไปว่า "ก็ อย่างเช่น....ทำตัวดีๆ มีเมตตาต่อคนรอบข้างไงล่ะ ถึงนายจะเคียดแค้นมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ทำไม่ดีกับนายนี่? คนที่หวังดีและเป็นห่วงนายเสมอก็ยังมีนะ อย่างน้อยก็พวกเรานี่ล่ะ"
ไคน์หันหน้าไปหาลิลิธ และเธอกับเซธก็พร้อมใจกันพยักหน้าตอบ

หลังจากได้เห็นความปรารถนาดีจากเหล่าพวกเดียวกันของเขา ดวงตาสีน้ำเงินที่เย็นชานั้นก็โตขึ้นเล็กน้อย

พี่ชายคนโตก็พูดต่อ "ฉะนั้น จงเลือกอนาคตที่ดีด้วยตัวของนายเอง เพื่อที่จะได้พบสิ่งสวยงามในชีวิตอีกมากมายเถอะนะ อาเบล" พร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่นงดงามราวเทวดาลงมาจุติ

ใบหน้าปรกด้วยผมหน้าสีเงินที่ต้องแสงอาทิตย์ยามเช้าวาววามหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง จากนั้นเงียบไปสักอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพึมพำขึ้นเบาๆ
"...ฉันจะยอมเชื่อนายสักครั้งก็ได้..."

แต่ไคน์กลับเห็นเป็นโอกาสที่จะได้แหย่เขา"ห๊า? เมื่อกี๊พูดว่าไงนะ ไม่ได้ยินเร้ยยยย" พร้อมกับเอามือป้องหูข้างหนึ่งแล้วเข้าไปใกล้จนเกือบจะชนหน้าของน้องชาย

"ยะ เฮ้ย! อะไรกันเล่า!!?" อาเบลสะดุ้งโหยงแล้วต้องกระโดดตัวถอยออกห่างมา ทำให้อีก3คนหัวเราะกันครืนใหญ่อีกครั้ง

"ปัดโถ่!" คนที่ถูกหัวเราะซ้ำแล้วซ้ำอีกทำหน้าตาบูดบึ้งใส่ทุกคน แต่แล้วไม่ช้าใบหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ
"....สวัสดี..ปีใหม่นะ" หนุ่มน้อยผู้เงียบขรึมพูดคำนี้ออกมาได้อย่างยากเย็น แต่ทั้ง3คนนั้นก็ยินยอมตอบรับเขาด้วยรอยยิ้ม....

--------------------

บาทหลวงหนุ่มร่างสูงยังคงเหม่อมองไปยังดาวดวงสีแดงที่เห็นไกลลิบบนฟากฟ้า พลางระลึกถึงอดีตอันแสนไกลพอๆกับระยะทางนั้น
จนเขาไม่รู้สึกตัวเลยว่า มีใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหา

"ท่านสาธุคุณ มายืนทำอะไรอยู่คนเดียวคะเนี่ย?"สาวน้อยร่างเล็กเจ้าของเสียงเอ่ยขึ้นทัก

ผู้ถูกเรียกสะดุ้งขึ้นนิดๆ ก่อนหันมาหาซิสเตอร์ผู้ที่คุ้นเคยกันดี "อะอ้าว คุณเอสเธอร์เองเหรอครับ แล้วนี่....ทำไมไม่อยู่ที่งานเลี้ยงต่อล่ะครับ?"

"แหม คนทั้งเยอะ ทั้งก็ดึกมากแล้วด้วย เลยกะออกมาพักก่อนที่จะกลับไปนอนเนี่ยล่ะค่ะ" ดวงหน้าที่ยังมองเห็นความขาวนวลแม้อยู่ภายใต้แสงสลัวตอบเขา

"ฮะฮะ ผมก็ด้วยแหละครับ ถ้าอยู่ต่ออีกมีหวังโดนยัดเยียดให้ดื่มเหล้าฉลองไปด้วยแน่ๆ ผมยิ่งไม่ถูกกับแอลกอฮอลล์ซะด้วยสิน๊า" บาทหลวงร่างสูงกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆพร้อมกับเกาหัวตัวเอง

ทั้ง2คนหัวเราะกันเบาๆ จากนั้นก็เงียบไปสักพัก

"อ๊ะ วิวบนนี้นี่สวยจริงๆเลยนะคะ เห็นดาวเต็มท้องฟ้าเลย.... ว้าว~" สาวน้อยผมแดงเงยหน้ามองขึ้นไปบ้าง
ดวงตาสีน้ำเงินราวกับไพลินอันสุกใสนั้นค่อยๆกวาดมองภาพความงามที่อยู่เหนือตัวเองเอาไว้ ราวกับตั้งใจว่าจะเก็บความประทับใจนี้ไว้ทุกรายละเอียด
ปอยผมสีแดงที่ยาวลงมาข้างหูทั้ง2นั้นพลิ้วตามลมที่โชยมาเอื่อยๆ และต้องกับแสงจันทร์เป็นประกายงาม

อาเบลหันมามอง'ดวงดาว'ที่ยืนอยู่ข้างๆตัวเขาแทน
......สิ่งที่สวยงามในชีวิตยังมีอยู่อีกมากอย่างที่นายเคยพูดไว้จริงๆล่ะนะ

อาจจะเพราะว่าเขาชักจะจ้องนานไปหน่อย ดาวดวงน้อยเลยรู้สึกตัวแล้วหันมา"เอ๋....มีอะไรเหรอคะท่านสาธุคุณ?"

สาธุคุณผมเงินจึงต้องกล่าวแก้เขินไปว่า "อ่า...คือ........ จะว่าไป... นี่มันกี่โมงแล้วนะครับ?" แล้วก็ค้นหานาฬิกาพกตามกระเป๋าเสื้อคลุมด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน

เอสเธอร์ผู้หาของตัวเองเจอก่อนจึงตอบให้ว่า"ตีสี่ครึ่งแล้วล่ะค่ะ... เอ้อ เดิมชั้นก็ว่าจะอยู่โต้รุ่งกับคนอื่นๆด้วยซะหน่อย แต่ตอนนี้ยังไงก็ไม่ไหวแล้ว" แล้วก็ส่งรอยยิ้มขันๆให้

"โอ้ งั้นเหรอครับ....." อาเบลมองไปรอบๆข้าง แล้วก็นึกได้ว่ามันเป็นระเบียงทางฝั่งตะวันออกพอดี แล้วก็นิ่งไปสักพักเหมือนกับว่าจะคิดอะไรอยู่ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า

"ถ้างั้น.....จะช่วยทนอยู่ตรงนี้กับผมต่ออีกสักชั่วโมงครึ่งจะได้มั้ยครับ?"

"อ๊ะ ได้สิคะ" สาวน้อยผู้เป็นดวงดาวตอบทันทีด้วยใจที่เต้นระทึกกับคำชวนของท่านสาธุคุณที่เธอนับถือ แต่ก็อดถามต่อไม่ได้ว่า "เอ่อ แล้วมีอะไรเหรอคะ ทำไมต้องอีกชั่วโมงครึ่งล่ะ?"

เจ้าของผมที่ต้องแสงจันทร์จนเป็นสีเงินวาววามยิ่งขึ้น หันมาหาเธอทั้งตัวพร้อมส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นใจให้
"เอาเถอะครับๆ คือ มีอะไรอยากให้รอดูด้วยกันหน่อยน่ะครับ....."

[จบ]



แฮ่ๆ จบแย้ว~ ขอบคุณมากที่อ่านนะคะ ,,>w<,,
ยาวไปหน่อยมั้ยคะ? เขียนรอบแรกนี่ปาเข้าไป4หน้ากระดาษA4แหน่ะ=w="
ด้วยพลังบ้าคุณพี่ไคน์ เลยนั่งเขียนตั้งแต่ตี3กว่า ยัน8โมงเช้า โฮกกกกกก

อ่า เพิ่มเติมๆ ข้อมูลดิบส่วนใหญ่ก็เอามาจากของจริง แต่บางอย่างก็เมคเอาเองล่ะค่ะ แหะๆ
จะเรียงลำดับสิ่งที่จริงเอาไว้ละกัน
- อาเบลสูงกว่าพี่ไคน์เล็กน้อย(ตอนนี้ก็ยังพยายามกะจากในฟาบริก้าอยู่เรยว่าต่างกันกี่ซม.- -+)
- ยศของพี่ไคน์ในกองทัพคือพันเอก อาเบลกับลิลิธคือพันโท ส่วนเซธพันตรี
- พี่ไคน์กับอาเบลมีรหัสพันธุกรรมเดียวกัน จึงหน้าค่อนข้างเหมือนกันม๊าก และเกิดปีเดียวกัน เราเลยคิดว่าน่าจะห่างกันที่เดือน(อยากรู้จังว่าเท่าไหร่) ส่วนเรื่องความห่างของอายุทั้ง4คน ลิลิธแก่กว่าไคน์กับอาเบล3ปี และเซธอ่อนกว่าพี่ชายทั้งสอง10ปีค่ะ ฉะนั้นในฟิคนี้ ลิลิธ20 ไคน์&อาเบล17 เซธ7ขวบ(อยากแต่งในช่วงอายุที่3พี่น้องยังไม่โตมากเท่าไหร่น่ะค่ะ)
- นี่เริ่มไม่เกี่ยวละ บทบรรยายหลายๆอย่างเราเอามาจากที่อ.โยชิดะแต่งเอาไว้จริง เพื่อจะได้รู้สึกคุ้นเคย(มั้ยนะ?) อยากแต่งได้อย่างสละสลวย อ่านเข้าใจ+เห็นภาพได้ง่ายอย่างอ.มั่งจัง มิ๊ว~><

ตราบใดที่พลังบ้าทริบลัดของเรายังไม่หมดสิ้นไป คงได้แต่งออกมาอีกแน่ๆค่ะ แต่จะเป็น"แนว"ไหนต้องติดตามอ่านกันนะคะ หึๆๆ เนอะเซกิคุงกับเมล์จัง....XD

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊างงงง ไคน์คู๊งงงงงงงง
ทัมมัยน่ารักอย่างเง๊ฮร๊า XD~!!!!!!!!
/me คลั่ง+ดีดดิ้น

#1 By |Seki : [MASCULINE 01]| on 2006-06-12 08:59

ท่านไคน์

ฟิกชวนจิ้น!!XD~
อ๊างงๆๆ

เอาอีกกก

#2 By -- Akemi --> on 2006-06-12 09:31

พี่ไคน์น่ารักมากๆค่า >_<,,
โรแมนติกแบบใสๆดีค่ะ ชอบ~

#3 By moth on 2006-06-12 09:48

วิฮิ้ววววววว
ฟิคงาม น่ารักมากมายค่า
ชอบที่มันออกแนวพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันแบบนี้จังเลยค่า
เขียนอีกนะคะ ชอบ ๆ ฮี่

ปล. ในที่สุด ก็มีฟิค TB ของคนอื่นให้อ่านบ้างแระ
เบื่ออ่านฟิคของตัวเองเต็มทน เอิ๊กกกกก

#4 By BeeJang on 2006-06-12 18:54

> < ครอบครัวครูสนิคน่ารักทุกคนเลยค่ะ อิอิ แต่ก็น๊า คาอิน > < อย่ารังแกอาเบลสิเค๊อะ

#5 By ฺBear-killer on 2006-06-13 12:47